เมื่อ'ไอโอ-ชป.จรยุทธ์'ไม่ตอบโจทย์ ไฟใต้ไม่มีวันมอด มวลชนชังจนท.รัฐ...ปมที่รอคนแก้

 15 ก.ค. 2562 05:13 น.
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

ศูนย์ข่าวเดลินิวส์ภาคใต้ตอนล่าง รายงาน
แนวรบด้าน 3 จังหวัด 4 อำเภอของชายแดนใต้ยังไม่เปลี่ยนแปลง เหตุร้ายรายวัน เกิดอย่างต่อเนื่อง มีเจ็บ มีตาย มีความสูญเสีย ทั้ง ประชาชนไทยพุทธ มุสลิม และ ทหาร ตำรวจ ยังกลายเป็นเหยื่อและเป็นเป้าหมายของ "แนวร่วม" หรือ "โจรใต้" แห่งขบวนการ บีอาร์เอ็น เปรียบเสมือนหนึ่งว่า มาตรการต่าง ๆ ที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เข็นออกมาเพื่อตอบโต้ และสกัดกั้นเสรีภาพของโจรไม่มีประสิทธิภาพอย่างไรก็อย่างนั้น
ก็ขอแสดงความเสียใจกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น ทั้งกับชาวบ้านที่กลายเป็นเหยื่อของสถานการณ์ และเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นเป้าของแนวร่วม แน่นอนว่าการสูญเสียทุกครั้งที่เกิดขึ้นย่อมมีผลกระทบที่ตามมา เช่น ภรรยา และ ลูก ต้องเสียเสาหลักของครอบครัว เกิดหญิงม่าย เกิดเด็กกำพร้า ครอบครัวสูญเสียบุพการี ล้วนสร้างความเสียใจ ความลำบากยากเข็ญในการหยัดยืนในสังคม
และสิ่งที่ติดตามมา คือคนในพื้นที่สูญเสียความเชื่อมั่นต่ออำนาจรัฐ ขาดความเชื่อถือต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่สามารถปกป้องให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ประเด็นประชาชนขาดความ เชื่อมั่นในอำนาจรัฐ และในเจ้าหน้าที่รัฐ คือประเด็นสำคัญที่ทำให้ไฟใต้ ยืดเยื้อมายาวนานถึง 15 ปี และยังไม่มีนายกรัฐมนตรี หรือ ผบ.ทบ.ท่านไหน ที่จะยืนยันว่าไฟใต้จะยุติลงใน พ.ศ.ไหน
ความสูญเสียที่เกิดขึ้น ความไม่เชื่อมั่นต่ออำนาจรัฐ ต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ของประชาชน ย่อมเป็นเหมือนปุ๋ยที่ส่งเสริมให้ขบวนการแบ่งแยกดินแดนมีความเติบโตต่อไป ยิ่งคนไทยพุทธเหลือน้อยเท่าไหร่ ยิ่งเป็นผลดีต่อการควบคุมมวลชนของบีอาร์เอ็น ยิ่งความหวาดระแวงระหว่างพุทธกับมุสลิม เกิดขึ้นมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้งานมวลชนหรืองานการเมืองของบีอาร์เอ็นเติบโตมากขึ้น
สิ่งที่เป็นข้อสังเกตของสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้คือ "ยุทธศาสตร์" และ "ยุทธวิธี" ของ "บีอาร์เอ็น" ไม่เปลี่ยนแปลง วางระเบิดเจ้าหน้าที่รัฐ ยิงไทยพุทธ ยิงมุสลิม ที่อยู่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ก่อวินาศกรรมตรงนั้น ตรงนี้ ตรงโน้น ซึ่งเป็นสิ่งสาธารณประโยชน์ และทรัพย์สินทางราชการ และสุดท้าย ถ้าถูกเจ้าหน้าที่รัฐกดดัน ไล่ล่า ตรวจค้น จับกุม และวิสามัญ มากขึ้น "โจรใต้" ก็จะหวนกลับมา ยิงครู ยิงพระ อีกครั้งเพื่อให้เจ้าหน้าที่ผ่อนคลายการปราบปราม ดังนั้น "ยุทธศาสตร์" และ "ยุทธวิธี" ของ บีอาร์เอ็น 15 ปี ที่ผ่านมา ไม่มีอะไรใหม่เลยโดยเฉพาะการโฆษณาชวนเชื่อ หรือที่สมัยนี้เรียกว่า "ไอโอ" ที่ฝ่าย บีอาร์เอ็น ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องแสวงหาข้อมูล นั่งรอให้ฝ่ายรัฐ เพลี่ยงพล้ำ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และหยิบเอาเรื่องที่เกิดขึ้นมาโฆษณาชวนเชื่อ หรือ "ไอโอ" กับคนในพื้นที่และโลกมุสลิม เช่น กรณีการที่ อุสตาซซอและห์หรือ นายยูโซะ ยะลา ถูกลอบยิงที่ปอเนาะพ่อมิ่ง หรือโรงเรียนวัฒนธรรมอิสลาม ที่หลัง อุสตาซซอและห์ ถูกลอบยิง เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว อุสตาซ หรือ ครูสอนศาสนาไปสืบสวนสอบสวนเพื่อหาสาเหตุ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็เอาผิดกับใครไม่ได้
ทั้งที่ความจริง ความขัดแย้งในปอเนาะแห่งนี้ รู้กันดีว่าเป็นเรื่อง "แย่งชิง" การเป็นผู้นำ แย่งชิงตำแหน่ง จนนำไปสู่ความบาดหมางในญาติมิตร ฝ่ายภรรยา-สามี เหมือนกับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา และมูลนิธิหลายแห่ง ใน 3 จังหวัด ที่ความขัดแย้งนำไปสู่การเข่นฆ่า และบางครั้งยืมมือ "แนวร่วม" เพื่อกำจัดคู่ต่อสู้ และสร้างความสับสน จนสังคมส่วนใหญ่เชื่อว่า เป็นการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ เพราะผู้บริหารบาบอ รวมทั้งอุสตาซส่วนหนึ่ง เคยถูกจับกุมหรือถูกเรียกไปซักถาม โดย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ดังนั้นจึงเป็นงานง่าย สำหรับ "บีอาร์เอ็น" ที่จะนำเหตุการณ์เข่นฆ่ากันเอง ในปอเนาะ มาขยายความว่าเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่
ประเด็นการทำร้าย การจับกุมครูสอนศาสนาที่เกิดขึ้นได้กลายเป็นประเด็นให้ บีอาร์เอ็น สร้างกระแสในการโฆษณา ชวนเชื่อหรือทำ "ไอโอ" จนผู้ที่เสพสื่อของเพจโจรใต้ หรือจาก "สื่อโซเชียล" ของขบวนการ ต่างเชื่อในข่าวสารที่ได้รับ และมีการโฆษณา จากปากต่อปากว่า เจ้าหน้าที่รังแกครูสอนศาสนา และการที่อุสตาซซอและห์ถูกลอบยิง ก็เป็นการสร้างสถานการณ์ ของเจ้าหน้าที่
ทุกกรณีของการทำ "ไอโอ" ของ "โจรใต้" คืองานยากของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ที่ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้ทราบถึงข้อเท็จจริง เพราะหลายครั้งที่มีการบิดเบือน แต่ก็น่าเห็นใจที่การออกมาบอกถึงข้อเท็จจริง ถูกแปรความว่า เป็นการแก้ตัวของเจ้าหน้าที่รัฐ มากกว่าที่จะเชื่อว่าเป็นความจริงของสถานการณ์
ไม่ใช่ พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ไม่เก่ง ไม่ใช่ พ.อ.ธนาวีร์ สุวรรณรัตน์ รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ไม่เก่ง เพียงแต่ไม่ว่าจะให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงอย่างไร กลุ่มคนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง เหตุที่ไม่เชื่อ เพราะพวกเขาถูก "ไอโอ" ทำให้เชื่อว่ากองทัพไม่มีความจริงใจ และเป็นผู้ร้ายในความรู้สึกของคนในพื้นที่ ซึ่ง 15 ปี ที่ผ่านมา ยังล้างความรู้สึกแบบนี้ไม่ออก
โดยข้อเท็จจริงที่ควรจะเป็นงานการ "สื่อสารกับสังคม" เพื่อให้น่าเชื่อถือ ไม่ใช่งานของ "ทหาร" แต่ต้องเป็นหน้าที่ของพลเรือน เช่น ฝ่ายปกครอง แต่เมื่อทุกอย่างรวมศูนย์ ที่กอ.รมน. ก็ต้องยอมรับถึงความจริงที่เกิดขึ้น นั่นคือได้ทำแต่ไม่ตอบโจทย์นั่นเอง
นอกจากนั้นยังมีบางเรื่อง ที่เจ้าหน้าที่สร้างเงื่อนไขจนถูก "บีอาร์เอ็น" นำไปทำ "ไอโอ" เพื่อให้เป็นประโยชน์กับฝ่ายตน และปลูกฝังความเกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น กรณีการสั่งปิดโรงเรียนปอเนาะอัลอูลูมุลอิสลามียะห์ หรือ ปอเนาะบ้านควนดิน ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ด้วยสาเหตุคือ ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ตั้งของโรงเรียน
ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงที่ดินในที่ตั้งโรงเรียนในอดีตมีเอกสารสิทธิ และถูกนำไปแบ่งแยกเป็น 2 แปลง แปลงแรกมีการออกเอกสารสิทธิเรียบร้อย แต่แปลงที่เป็นที่ตั้งของโรงเรียน เจ้าของไม่ได้ไปยื่นขอมีเอกสารสิทธิ แต่เมื่อไปยื่นเพื่อขอทำเอกสารสิทธิ ก็ถูกแจ้งว่าทำให้ไม่ได้ ทั้งที่ถ้าหน่วยงานของรัฐก็รู้ดีว่า ที่มาที่ไปของที่ดินเป็นมาอย่างไร ซึ่งต้องมีหลักฐานเก่าที่สามารถยืนยันได้ว่า ที่ดินตรงนั้นมาจากเอกสารสิทธิแบบไหน ฉบับไหน
สุดท้ายเมื่อโรงเรียนต้องปิดตัวลง จึงกลายเป็นผลเสีย ให้กับผู้ที่ไม่เข้าใจ และถูก "ไอโอ" จากบีอาร์เอ็น ให้เข้าใจผิดว่ารัฐสั่งปิดโรงเรียนสอนศาสนาเพื่อให้ประชาชนเข้าใจผิดและเพิ่มความเกลียดชังต่อเจ้าหน้าที่รัฐ วันนี้คนในพื้นที่ โดยเฉพาะไทยพุทธ ต้องเข้าใจให้ตรงกันว่า 1.คนในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม 2.ปอเนาะ โรงเรียนสอนศาสนา ยังต้องอยู่ควบคู่กับสังคมต่อไป...การเคลื่อนไหวเพื่อเป็นศัตรูกับคนมุสลิมและต่อต้านปอเนาะ ต่อต้านโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ย่อมไม่ใช่หนทางที่ถูกต้องของการที่จะอยู่ร่วมกันรังแต่จะสร้างความแตกแยก และความเกลียดชังให้เกิดขึ้น
สิ่งที่ไทยพุทธ ควรทำคือการผลักดันให้หน่วยงานของรัฐทุกภาคส่วน ตั้งแต่กองทัพ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ฝ่ายการศึกษา ฝ่ายปกครอง ใช้มาตรการในการตรวจสอบ การควบคุม สร้างมาตรฐานของความเสมอภาค ความเท่าเทียม เป็นธรรม ให้เกิดขึ้นกับสังคมในพื้นที่
เอาชนะขบวนการ บีอาร์เอ็น ทั้ง "การเมือง" และ "การทหาร" เช่น ต้องสลายโครงสร้างของ กองกำลังในพื้นที่ การพูดคุยกับรัฐบาลมาเลเซียให้ยุติการช่วยเหลือขบวนการบีอาร์เอ็น เพื่อก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การไม่ยินยอมให้ต่างชาติเข้ามายุ่มย่ามกับปัญหาการแบ่งแยกดินแดน การควบคุมสถาบันปอเนาะ การติดตามตรวจสอบโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา เพื่อให้เป็นไปตามกฎระเบียบการเรียน การสอน เพื่ออย่าให้เป็นสถานที่บ่มเพาะเยาวชน เข้าสู่ขบวนการ
เช่นเดียวกับการที่มีความพยายามผลักดันให้คนไทยพุทธกลับบ้านก็เช่นกัน ถามว่าเขาจะกลับมาทำอะไร ถ้าความปลอดภัยไม่มี ถ้าสิทธิพิเศษไม่มี ถ้าความเท่าเทียม ความเป็นธรรมไม่มี โดยข้อเท็จจริงการที่จะให้คนไทยพุทธกลับคืนถิ่น กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ทำเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
นั่นคือการสร้างความสงบให้เกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ เสียงปืน เสียงระเบิดไม่มีเมื่อไหร่ คนไทยพุทธไม่ตายเพราะฝีมือของ "แนวร่วม" เมื่อไหร่ เมื่อนั้น คนไทยพุทธ ที่ทิ้งถิ่น ก็จะคืนถิ่นเอง โดยที่ หน่วยงานต่าง ๆ ไม่ต้องวุ่นวาย ทำโน่น นี่นั่น ซึ่ง ล้วนแต่สูญเสียงบประมาณ โดยเปล่าประโยชน์.
--จบ--

--เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 16 ก.ค. 2562 (กรอบบ่าย)--
News Code: das arti gen g:dailynews g:agency g:paper p:dnd v:paperl







จำนวนการเข้าชมเว็บไซต์
Copyright © 2010-2019, 5OCC.ISOC.go.th