แนวร่วมบึ้มกรุงเทพฯอวดศักดา บีบรัฐไทยให้ต่อรอง เกมลากระเบิดป่วนแยกดินแดน

 13 ส.ค. 2562 03:28 น.
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

ทีมข่าวเฉพาะกิจ รายงาน
การก่อการร้ายด้วยการใช้ระเบิด "แสวงเครื่อง" หลายจุดในกรุงเทพฯ เมื่อต้นเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมานั้น แม้ว่าอานุภาพของระเบิดจะไม่รุนแรง ไม่มีผู้เสียชีวิต มีเพียงผู้บาดเจ็บไม่มาก และความเสียหายสถานที่ซึ่งถูกระเบิดอาจจะไม่มากนัก แต่สถานที่ซึ่งถูกวางระเบิดมีความสำคัญมากกว่า เพราะเป็นสถานที่ราชการ ที่เป็น "สัญลักษณ์" ของความมั่นคงและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ กองบัญชาการกองทัพไทย สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ศูนย์การค้า สถานีรถไฟฟ้า เป็นต้น
"กลุ่มก่อการร้าย" ต้องการที่จะ "สื่อ" ให้คนในประเทศและต่างประเทศ เห็นถึง "ตัวตน" ที่มีอยู่จริง และเห็นถึง "ศักยภาพ" ที่ทำได้จริง ในพื้นที่นอกเขตอิทธิพล ใน "จังหวัดชายแดนภาคใต้"
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าหน่วยงานความมั่นคงจะพยายามที่จะบอกกับสังคม ตั้งแต่ฝุ่นผงจากระเบิดยังไม่ทันจางหายว่า การวางระเบิดครั้งนี้เป็น "กลุ่มเก่า" เป็นเรื่องของการเมือง แต่สุดท้ายแล้ว จากการสืบสวนสอบสวน ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และจากหลักฐานชิ้นส่วนที่ใช้ในการประกอบระเบิดล้วนชี้ชัดแล้วว่า เป็นฝีมือของ "แนวร่วม" จากขบวนการแบ่งแยกดินแดน ที่ส่วนหนึ่งเดินทางมาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อไปสมทบกับ "เครือข่าย" ที่อยู่ใน กทม. เพื่อปฏิบัติการป่วนกรุงในครั้งนี้
หากตรวจสอบเส้นทางของ "แนวร่วม" หรือ "โจรใต้" กลุ่ม 10 คน ที่เดินทางมาจากจังหวัดชายแดนใต้ จะพบว่า 2 คนแรก ที่เป็นมือระเบิดที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถูกจับกุมได้ในรถทัวร์ ขณะเดินทางผ่านจังหวัดชุมพร เดินทางจาก อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส โดยรถไฟท้องถิ่น มายัง จ.ยะลา ก่อนที่จะเดินทางโดยรถตู้มายัง อ.หาดใหญ่ ซึ่งเป็นจุด "รวมพล" ทั้ง 10 คน เพื่อเดินทางไปยัง กทม. ก่อนที่จะกระจายกำลังไปปฏิบัติการวางระเบิดตามเป้าหมายที่มีการเตรียมการไว้แล้วล่วงหน้า
ข่าวเชิงลึกค่อนข้างชัดเจนว่า "โจรใต้" ใช้เวลากว่า 2 เดือน หลังจากที่มีการเลือกตั้ง ส.ส.แล้ว ในการวางแผน และเลือกเอาเดือน ส.ค. เป็นเดือนที่ปฏิบัติการ เนื่องจากเดือน ส.ค. ของทุกปี จะมีวันสัญลักษณ์เพื่อก่อการร้าย ซึ่งหากดูตาม "ปฏิทินโจร" วันทหาร หรือตัจรีย์ของกลุ่มก่อ การร้าย วันสูญหายของหะยีสุหลง โต๊ะมีนา วันอารอฟะห์ วันอิดิลอัฏฮา และ วันชาติมาเลเซีย ฯลฯ
ที่สำคัญ เดือน ส.ค.ของทุกปี จะมีการก่อการร้ายในเดือนนี้อย่างชุกชุม ถ้ายังจำกันได้จะพบว่า เมื่อปี 2559 "แนวร่วมบีอาร์เอ็น" ได้ก่อการร้ายแบบ "ดาวกระจาย" ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนที่เป็นเมืองท่องเที่ยว ตั้งแต่ ตรัง พังงา กระบี่ ภูเก็ต นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และ หัวหินจ.ประจวบคีรีขันธ์ มาแล้ว ซึ่งหลังสิ้นเสียงระเบิด เจ้าหน้าที่ระดับสูง "ฟันธง" ว่าเป็นฝีมือของกลุ่ม "การเมือง" เป็น "กลุ่มเก่า" แต่สุดท้าย ตำรวจที่นำโดย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการคลี่คลายคดี ก็ระบุว่าผู้ต้องหาที่จับได้และที่ถูกออกหมายจับล้วนเป็น "แนวร่วม" ขบวนการบีอาร์เอ็นทั้งสิ้นและที่สำคัญไม่มีใครซัดทอดว่ามีกลุ่มการเมืองเป็นผู้ว่าจ้างให้ไปวางระเบิด
ครั้งนี้ก็ไม่ต่างกันเพราะผู้ลงมือก่อเหตุ ซึ่งจากภาพถ่ายจากกล้อง ซีซีทีวีที่ตำรวจรวบรวมมาได้บอกชัดว่าเป็นโจรใต้และรายชื่อที่ได้มาก็เกี่ยวพันกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่เคลื่อนไหวในพื้นที่แม้ว่าจะไม่มีหมายจับ เพราะในการก่อเหตุที่ผ่านมายังไม่มีพยานหลักฐานสาวไปถึงจึงยังอยู่ในกลุ่มแนวร่วม "หน้าขาว" คือ ยังไม่มีประวัติในสารบบของหน่วยงานความมั่นคงและในแฟ้มอาชญากรรม
สาเหตุของการ "ป่วนกรุง" ครั้งนี้ เมื่อไม่มีข้อมูลว่าเป็นการ "ว่าจ้าง" จากใครให้ "แนวร่วม" จากจังหวัดชาย แดนภาคใต้ ไปวางระเบิดที่ กทม. ก็ต้องมาดูฐานข้อมูล ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าการที่แนวร่วมเดินทางไกล จาก จ.นราธิวาส ปัตตานี ยะลา เพื่อไปวางระเบิด สถานที่สำคัญ ๆ ที่เมืองหลวงของประเทศ ไทย มาจากเงื่อนไขอะไรบ้าง
ประเด็นแรก มีนักการข่าวบางคน ได้ข่าวมาเล่าสู่กันฟัง ก่อนหน้าที่จะเกิดระเบิดประมาณ 1 สัปดาห์ว่า ได้รับทราบข่าวว่าจะมีการป่วนครั้งใหญ่ ซึ่งข่าวนี้ได้รับจากงานชุมนุมในการแต่งงานลูกสาวของ "ซำซูดิง คาน" ผู้นำขบวนการพูโลพี 4 ที่รัฐกลันตัน แต่ข่าวนี้ไม่ได้รับความสนใจจากหน่วยงานความมั่นคงมากนัก
ประเด็นถัดมา ก่อนหน้าที่จะเกิดระเบิดป่วนกรุงแกนนำ "มาราปาตานี" ซึ่งเป็นที่รวมตัวของขบวนการแบ่งแยกดินแดน 4 กลุ่ม ได้ เคลื่อนไหวทวงถามการเดินหน้าเพื่อพูดคุยสันติสุขจากรัฐบาลไทยจากรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งเหมือนกับการส่งนัยบางอย่าง
ประเด็นต่อมา การรุกอย่างต่อเนื่องของแม่ทัพภาคที่ 4 ต่อ กองกำลังติดอาวุธของขบวนการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้วันนี้จะไม่ได้ผลในการสร้างความลำบากในการเคลื่อนไหวทั้งด้านการเมืองและการทหารให้กับบีอาร์เอ็นได้มากนัก แต่ถ้าปล่อยให้มีการปรับแผนในระยะยาวอาจจะส่งผลให้ปฏิบัติการของบีอาร์เอ็นในพื้นที่เป็นไปด้วยความยุ่งยากมากขึ้นก็เป็นได้
และเงื่อนไข สงครามประชาชนในพื้นที่ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับมวลชน เช่น เรื่องการให้กฎหมายพิเศษในการบังคับให้ประชาชน ต้องสแกนใบหน้า เพื่อลงทะเบียนซิมการ์ด "2 แชะอัตลักษณ์" การ "กวาดต้อน" ชาวบ้านใน ต.บ้านแหร อ.ธารโต จ.ยะลา เพื่อตรวจดีเอ็นเอ ล้วนเป็นเงื่อนไขที่สุกงอมเพียงพอที่จะให้บีอาร์เอ็น ปฏิบัติการในครั้งนี้
หนึ่งนั้นเพื่อแสดงความเป็นตัวตนของบีอาร์เอ็น หนึ่งนั้นเพื่อบอกกับรัฐบาลว่ามีความสามารถที่จะก่อการร้ายได้ในทุกพื้นที่ถ้า บีอาร์เอ็น ต้องการ หนึ่งนั้นเพื่อต่อรองกับรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคง ให้ผ่อนคลายปฏิบัติการทั้งหมดที่มีต่อกองกำลังของบีอาร์เอ็นและต่อมวลชนในพื้นที่ ซึ่งไม่เห็นด้วยทั้งในเรื่อง "2 แชะอัตลักษณ์ และในเรื่องการตรวจ ดีเอ็นเอ"
ส่วนเรื่องของ อับดุลเลาะ อีซอมูซอ ผู้ต้องสงสัยที่ถูกควบคุมตัว และเกิด "สมองบวม" เพราะขาดออกซิเจน เป็นส่วนประกอบ เพราะ ขบวนการก่อการร้ายมีการวางแผน "ป่วนกรุง" ก่อนที่ "อับดุลเลาะ" จะถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทำการควบคุมตัวเข้าสู่ศูนย์ซักถาม
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้จึงเป็นสถานการณ์ "น้ำท่วมปาก" สำหรับผู้นำประเทศและฝ่ายความมั่นคงที่จะต้องปฏิเสธ ว่าเรื่องระเบิดที่กรุงเทพฯ ไม่เกี่ยวกับการก่อการร้าย ไม่เกี่ยวกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดน เพราะถ้ายอมรับในประเด็นนี้ เท่ากับยอมรับว่า ขบวนการแบ่งแยกดินแดนมีอยู่จริง และ ยอมรับ "ตัวตน" ของ บีอาร์เอ็น เป็นการเดินตามเกมที่ "บีอาร์เอ็น" ต้องการ ซึ่งไม่เป็นผลดีทั้งปวง
และยิ่งยอมรับไม่ได้ว่า "เงื่อนไข" ของการป่วนกรุงมาจากเรื่องการซ้อม ทรมาน ผู้ถูกควบ คุมตัว เพราะถ้ายอมรับในประเด็นนี้ องค์กรสิทธิมนุษยชน และสหประชาชาติ รวมทั้ง "โอไอซี" จะหันมาเล่นงาน จนประเทศไม่มีที่ยืน ดังนั้นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเรื่องการออกมาเปิดเผยของรัฐบาล และหน่วยงานความมั่นคงจึงมักจะสวนทางกันด้วยความจำเป็นดังกล่าว
เมื่อทุกอย่างเป็นเรื่อง "น้ำท่วมปาก" สิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงต้องเร่งดำเนินการ คือการกวาดล้างเครือข่ายของขบวนการก่อการร้ายใน กทม. และปริมณฑลอย่างจริงจัง สกัดกั้นให้การก่อการร้าย "จำกัด" ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ได้ผล เพราะหากการแก้ปัญหาทำแบบ "ฉาบฉวย" เหมือนที่ผ่านมา ในอนาคตกรุงเทพฯ จะกลายเป็น "ตลาดระเบิด" เพื่อการต่อรองระหว่างขบวนการก่อการร้ายกับรัฐบาล และหน่วยงานความมั่นคง
ซึ่งนี่คือ "ฝันร้าย" ของประเทศไทย !!!.

ที่มา: เดลินิวส์
News Code: das g:dailynews g:agency g:paper p:dnd v:paperl







จำนวนการเข้าชมเว็บไซต์
Copyright © 2010-2019, 5OCC.ISOC.go.th