วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2563

โคตรโกงชาวเขา เบิกงบฯ68ล้าน-หายเรียบ 'จรัมพร'ขนป.ป.ท.-สตง.ตรวจศูนย์เชียงใหม่ ผงะพิรุธอื้อ15อำเภอ-พบ3แห่งไม่ได้รับเงิน

 23 มี.ค. 2561 06:00 น.    หมวดหมู่ การยกระดับคุณภาพชีวิต

ป.ป.ท.-สตง. ผงะ!พบโคตรโกงเงินชาวเขา 68 ล้าน หลัง "จรัมพร" ลงตรวจศูนย์พัฒนาชาวเขา จ.เชียงใหม่ พบชาวเขาถูกโกงเงินไม่ได้สักบาท หลังเบิกจ่ายเงินอุดหนุนหลายครั้งใน 15 อำเภอ ท่ามกลางเสียงชาวบ้านรุมสาปแช่งผู้ร่วมขบวนการ ขอให้ชีวิตพบกับความวิบัติ ด้าน อธิบดี พส.เพิ่งตื่นตัว ออกมาระบุเด้งหน.เขตพัฒนาชาวเขานั่งกรม สอบวินัยร้ายแรงงาบเงินคนจน7 แห่ง วิ่งหารือ เลขาป.ป.ท. วางกรอบป้อง กันทุจริตเงินคนไร้ที่พึ่งพร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลสอบโกง เผย แก้ระบบจ่ายเงินย้ำจ่ายเงินสดต้องบันทึกรูปเป็นหลักฐาน จ่อตรวจเพิ่มเติมอีก จ.ตรังและนิคมสร้างตนเองตากฟ้า จ.นครสวรรค์ ส่วนกรณีทุจริตเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต 88 ล้าน ประธานสืบข้อเท็จจริง ระบุธนาคารน่าจะมีส่วนในการรับผิดชอบ
กรณี น.ส.ปณิดา หรือน้องแบม ยศปัญญา นิสิตชั้นปี 4 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาการพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัย มหาสารคาม หรือ มมส. และ น.ส.ณัฐกานต์ หมื่นพล อายุ 26 ปี อดีตลูกจ้างศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดขอนแก่น ร่วมกันเปิดโปงขบวนการทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและผู้ป่วยเอชไอวี (เอดส์) ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดขอนแก่น ส่งผลให้เกิดการตรวจสอบเป็นวงกว้าง จนมีการสั่งย้ายนายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และ นายณรงค์ คงคำ รองปลัดพม. เพื่อเปิดทางให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นไปอย่างโปร่งใสตามที่ได้เสนอข่าวมาอย่างต่อเนื่องนั้น
ความคืบหน้าเมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 22 มี.ค. ที่ จ.เชียงใหม่ พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) พร้อมด้วย พ.ต.ท.วันนพ สมจินตนากุล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท., นายสัญชาติ อุปนันชัย ผอ.กองอำนวยการต่อต้านการทุจริต และนายกฤษณ์ กระแสเวส ผอ.สำนักงาน ป.ป.ท.เขต 5 และ เจ้าหน้าที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณประเภทเงินอุดหนุนเฉพาะกิจของศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่โดยงบประมาณที่ได้รับจัดสรรในปี 2560 รวม 67,917,000 บาท
พล.ต.อ.จรัมพร กล่าวว่า ป.ป.ท. พร้อมด้วย สตง.ได้ลงพื้นที่สอบถามชาวบ้านหมู่ 1 ต. กึ๊ดช้าง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ปรากฏรายชื่อผู้รับเงินสงเคราะห์ จำนวน 36 ราย เป็นบุคคลกลุ่มชาติพันธุ์ 31 ราย สัญชาติไทย 5 ราย ซึ่งจากการสอบถามชาวบ้านสัญชาติไทยทั้ง 5 ราย และกลุ่มชาติพันธุ์ 18 ราย ให้ข้อมูลตรงกันว่าไม่เคยได้รับเงินสงเคราะห์ตามที่ปรากฏในเอกสารใบสำคัญรับเงินแบบ 5 (จำนวน 2,000 บาท) แต่อย่างใด ขณะที่การลงพื้นที่สอบถามข้อมูลชาวบ้านหมู่ที่ 8 ต.กึ๊ดช้าง อ.แม่แตง 36 ราย มีชื่อกำนัน ต.กึ๊ดช้าง เป็นผู้ได้รับเงินสงเคราะห์ด้วยจึงไปสอบถามข้อมูลกำนันคนดังกล่าวได้รับการยืนยันว่าตนเองและลูกบ้านไม่เคยได้รับเงินสงเคราะห์
ต่อมาชุดปฏิบัติการจากสำนักงาน ป.ป.ท. ร่วมกับ สำนักงาน ป.ป.ท. เขต 5 ได้สอบ หัวหน้าเขต อ.แม่ริม อ.แม่แตง และอ.เชียงดาว 3 เขต ที่ปรากฏลายมือชื่อว่าเป็นผู้รับมอบเงินอุดหนุนมาจากศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง จ.เชียงใหม่ โดยหัวหน้าเขต อ.แม่ริม รับเงินสดมา 2,877,000 บาท หัวหน้าเขต อ.แม่แตง รับเงินสดมา 5,075,000 บาท และหัวหน้าเขต อ.เชียงดาว รับเงินสดมา 6,120,000 บาท เพื่อนำมามอบให้กับชาวบ้านในเขตรับผิดชอบตามอำเภอของตนเองนั้น อย่างไรก็ตามหัวหน้าเขตทั้ง 3 เขต ต่างให้ถ้อยคำสอดคล้องตรงกันว่า ไม่เคยได้รับเงิน ดังกล่าวและจากการตรวจสอบเอกสาร พบว่าในปีงบประมาณ 2560 เขตรับผิดชอบ อ.จอมทอง มีการเบิกจ่ายงบประมาณสูงสุดถึง 11.25 ล้านบาท
สำหรับลักษณะการใช้จ่ายเงินงบประมาณใน จ.เชียงใหม่ จะแบ่งพื้นที่รับผิดชอบ 15 เขต คือ อ.ฝาง มีการเบิกจ่าย 16 ครั้ง 8.5 ล้านบาท อ.พร้าว เบิกจ่าย 12 ครั้ง 9.4 ล้านบาท อ.เวียงแหง เบิกจ่าย 4 ครั้ง 1.1 ล้านบาท อ.เวียงแหง เบิกจ่ายรอบ 2 อีก 8 ครั้ง 1.2 ล้านบาท อ.เชียงดาว เบิกจ่าย 14 ครั้ง 6.1 ล้านบาท อ.กัลยานิวัฒนา เบิกจ่าย 11 ครั้ง 2.8 ล้านบาท อ.แม่อาย เบิกจ่าย 14 ครั้ง 5.1 ล้านบาท อ.แม่แตง เบิกจ่าย 15 ครั้ง 5 ล้านบาท อ.แม่วาง เบิกจ่าย 14 ครั้ง 3.7 ล้านบาท อ.จอมทอง เบิกจ่าย 16 ครั้ง 11 ล้านบาท อ.แม่ริม เบิกจ่าย 13 ครั้ง 2.8 ล้านบาท อ.ไชยปราการ เบิกจ่าย 10 ครั้ง 1.9 ล้านบาท อ.สเมิง เบิกจ่าย 8 ครั้ง 2.5 ล้านบาท อ.อมก๋อย เบิกจ่าย 9 ครั้ง 3.5 ล้านบาท อ.แม่แจ่ม เบิกจ่าย 7 ครั้ง 2.3 ล้านบาท รวมงบประมาณที่เบิกจ่ายทั้งหมดเป็นเงิน 67.9 ล้านบาท
ด้านนายจะยี ตองคืน อายุ 50 ปี ชาวบ้านบ้านผาแดง ต.กึ๊ดช้าง อ.แม่แตง เปิดเผยว่ารู้สึกเสียใจมากกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับชาวบ้าน ทุกคนเพิ่งมารู้ความจริง ว่ามีการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือแบบนี้อยู่และไม่นึกไม่ฝันว่าจะยังมีคนที่มีจิตใจไม่เป็นคนที่โกงแม้กระทั่งเงินช่วยเหลือคนจน เงินช่วยเหลือชาวเขาแบบนี้อยู่ได้อีกพวกตนก็เป็นคนไทย ควรช่วยเหลือกันไม่ใช่โกงกินเบียดเบียนกันแบบนี้ ส่วนด้านนายชื่น ชมภูยอด อายุ 70 ปี ชาวบ้าน อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่าในฐานะที่ตน เป็นคนหนึ่งที่ถูกปลอมแปลงเอกสารไปเบิกเงินรู้สึกสะเทือนใจมากเพราะเรื่องแบบนี้ทำให้ประเทศไทยไม่มีการพัฒนา เพราะมีขยะที่คอยโกงกินทุกรูปแบบพวกตนขอสาปแช่งผู้ร่วมขบวนการเหล่านี้ ขอให้ชีวิตพบกับความวิบัติ
ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นางนภา เศรษฐกรอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.)กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ว่า หลังจากที่พส.ได้จัดทีมลงพื้นที่ตรวจสอบการทุจริตเงินสงเคราะห์ฯ ของหน่วยงานในสังกัด พส. 56 แห่ง และสัปดาห์นี้ได้จัดทีมลงตรวจเพิ่มเติมอีก 2 จังหวัด คือ ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ตรัง และนิคมสร้างตนเองตากฟ้า จ.นครสวรรค์ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่ามีมูลทุจริตหรือไม่ โดยก่อนหน้านี้พบมีมูล 21 แห่ง สั่งย้ายหัวหน้าหน่วยและเจ้าหน้าที่ออกนอกพื้นที่แล้ว 22 คน ล่าสุดได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงรวมทั้งหมดแล้ว 7 แห่ง คือ ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ขอนแก่น เชียงใหม่ พัทลุง นราธิวาส สงขลา สุราษฎร์ธานี และโครงการหมู่บ้านสันกำแพง จ.เชียงใหม่ อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบยังพบ 6 ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง 1 นิคมสร้างตนเองที่ไม่มีการทุจริต คือ สมุทรสงคราม สิงห์บุรี ภูเก็ต นครศรี ธรรมราช สกลนคร แพร่ และนิคมสร้างตนเอง ลำน้ำอูน จ.สกลนคร
นางนภา กล่าวว่า ตนจะเข้าหารือกับนาย พ.ท.กรทิพย์ ดาโรจน์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตใน ภาครัฐ (ป.ป.ท.) เพื่อวางแผนการทำงานร่วมกัน เนื่องจากการลงพื้นที่ตรวจสอบการทุจริตจะต้องใช้เจ้าหน้าที่จำนวนมาก จึงต้องวางแผนการทำงานให้การสอบสวนมีความรวดเร็วและมีแนวทางที่ชัดเจนและให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งนี้การทำหนังสือขอข้อมูลจาก ป.ป.ท.เป็นในนามของกระทรวง พม. โดยพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พม. มองว่าสามารถทำงานร่วมกันได้ ซึ่งกระทรวงพม.จะใช้ประกอบการสอบสวนและดำเนินการต่อ ทั้งนี้ตนเข้าใจการทำงานของ ป.ป.ท. ดังนั้นทางเราจะให้ข้อมูลเท่าที่ทาง ป.ป.ท. จะให้ได้รวมถึงไม่ทำให้มีผลเสียต่อรูปคดี
ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ต่อมาเวลา 13.00 น. วันเดียวกัน นางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรม พส. ประชุมร่วมกับ พ.ท. กรทิพย์ ดาโรจน์ เลขาธิการ ป.ป.ท.เพื่อประสานข้อมูลการตรวจสอบทุจริตจ่ายเงินสงเคราะห์ให้กับผู้ยากไร้และบุคคลไร้ที่พึ่งรวมถึงวางแนว ทางป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ในปีงบประมาณ 2561 ซ้ำรอยปีงบประมาณ 2560 โดยใช้เวลาหารือประมาณ 1 ชั่วโมง
ภายหลังการหารือ นางนภา กล่าวว่า ในการตรวจสอบ ป.ป.ท.เป็นหน่วยงานหลักในการตรวจสอบส่วน พส.ให้ความร่วมมือในการจัดส่งเอกสาร ซึ่งวันนี้ได้หารือกันถึงจุดอ่อน จุดเสี่ยง เพื่อป้องกันปัญหา แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียด ภาพรวมคือการทุจริตทั่วไปแต่ในเชิงลึกได้วางแนวทางได้แก้ไขวิธีการจ่ายเงินโดยการโอนเข้าบัญชีด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (อีเพย์เมนต์) หรือพร้อมเพย์แม้จะมีข้อจำกัดชาวบ้านในพื้นที่อยู่ห่างไกลแต่ปัจจุบันระบบ อีเพย์เมนต์เข้าถึงพื้นที่มากพอสมควร ส่วนกรณีเกิดภัยพิบัติเร่งด่วนที่ต้องจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นเงินสดต้องมีบันทึกหลักฐานจ่ายเงินให้ชัดเจนและมีการบันทึกภาพ เพื่อยืนยัน นอกจากนี้ รมว.พม. เล็งเห็นปัญหาที่ ผอ.ศูนย์มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการพิจารณาคุณสมบัติผู้ยากไร้ที่ควรได้รับการสงเคราะห์จึงมีคำสั่งให้ ตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดขึ้นพิจารณาคุณสมบัติ เพื่อให้เกิดความรอบคอบ
นางนภา กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีล่าสุดที่พบการทุจริตเงินอุดหนุนพัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงได้มีคำสั่งย้ายหัวหน้าเขตเข้ามาประจำกรมเพื่อให้เกิดความสะดวกในการสอบวินัยร้ายแรงแต่ไม่ได้หมายความว่าหัวหน้าเขตมีความผิดแล้ว หลังสรุปผลสอบหากพบว่ามีความผิดวินัยจริงก็ต้องลงโทษตามลำดับโทษ เมื่อถามว่าหากมีการย้ายเกินครึ่งจะมีปัญหาต่อการปฏิบัติงานหรือไม่ นางนภา กล่าวว่า การปฏิบัติงานในศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงและศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจะให้ผู้ช่วยหรือผู้ที่มีความเหมาะสมขึ้นมาปฏิบัติงานแทนชั่วคราว ซึ่งพส.ต้องรอ ป.ป.ท.ตรวจสอบให้เสร็จสิ้น จึงจะทราบว่าปัญหาที่แท้จริงเกิดจากจุดใดบ้างสำหรับชาวบ้านที่เป็นผู้มีสิทธิควรได้รับเงินสงเคราะห์ แต่ไม่เคยได้รับเงินเลยจะต้องรอให้การตรวจสอบทุจริตเสร็จสิ้นก่อน จากนั้นกรมจะเข้าไปดูอีกครั้งว่ายังจำเป็นต้องได้รับการสงเคราะห์อย่างไรในจุดนี้ต้องพิจารณาเป็นราย ๆ ไป ด้าน พ.ท.กรทิพย์ กล่าวว่า ทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมหารือเพื่อวางแนวทางป้องกันการทุจริตทั้งในตัวระบบและตัวบุคคล
หลังมีการเปลี่ยนตัวประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีการทุจริตยักยอกเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต จำนวน 88 ล้านบาท เพื่อให้การสืบสวนขยายประเด็นในวงกว้างนั้น ความคืบหน้า นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเอกสารย้อนหลังพบว่าที่มีหลักฐานการโอนเงินชัดเจนคือ ปี 2552 และ ปี 2554-2561 ส่วนที่เหลืออีก 3 ปี คือ 2550, 2551 และ 2553 ที่เคยมีการระบุว่าไม่พบหลักฐานนั้น แต่จากการตรวจสอบรายงานการประชุมพอจะเห็นร่องรอยจึงได้ขอความร่วมมือจากศึกษาธิการจังหวัดให้ช่วยตรวจสอบในพื้นที่และยืนยันกลับมาว่าแต่ละแห่งได้รับการโอนเงินจำนวนเท่าใดและที่ไม่ได้รับจำนวนเท่าใดซึ่งจำนวนเงินนั้นยังตอบไม่ได้ว่า มีการยักยอก 88 ล้านบาท จริงหรือไม่ แต่จำนวนบัญชีรายบุคคลที่ไม่ใช่ผู้รับทุนแต่มีการโอนเงินไปพบว่า มีมากกว่า 22 บัญชี แน่นอนและเนื่องจากมีเอกสารและข้อมูลเป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีความซับซ้อน ตนจึงได้เสนอต่อ นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพิ่มอีก 2 คนซึ่งได้รับความเห็นชอบแล้ว ทั้งนี้ ตนจะเร่งสรุปผลการสอบสวนให้ได้ภายในสิ้นเดือน มี.ค.นี้
นายอรรถพล กล่าวต่ออีกว่า เท่าที่ตรวจสอบผมตั้งข้อสังเกตกรณีผู้กระทำผิดนำเงินไปฝากโอนกับทางธนาคารแต่เขียนเฉพาะเลขบัญชีโดยไม่มีรายชื่อบัญชี แต่กลับสามารถฝากเงินได้โดยที่ไม่มีการตรวจสอบผมไม่ได้ระบุว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดแต่อาจจะอาศัยความสนิทสนมส่วนตัว ซึ่งเรื่องนี้ผมมองว่าทางธนาคารน่าจะมีส่วนในการรับผิดชอบด้วย นอกจากนี้การให้เจ้าหน้าที่เพียงคนเดียวสามารถที่จะบริหารจัดการบัญชีทั้งหมดได้แบบเบ็ดเสร็จเป็นช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตได้ง่าย ดังนั้นในอนาคตควรจะมีการปรับแก้ระเบียบการดำเนินการของกองทุนให้รัดกุมยิ่งขึ้นรวมทั้งรื้อระบบการตรวจสอบให้มีการถ่วงดุลด้วย
ต่อข้อถามว่า เท่าที่ตรวจสอบมีผู้กระทำผิดเพียงคนเดียวจริงหรือไม่นายอรรถพล กล่าวว่า จากการตรวจสอบเชื่อว่าน่าจะมีผู้ร่วมกระทำผิดด้วย แต่เบื้องต้นเท่าที่ดูพบว่ามีการกระทำผิดร่วมกับคนนอกกระทรวงส่วนคนในกระทรวงยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าร่วมกระทำผิดด้วยส่วนมองว่าเรื่องนี้มีผู้บริหารระดับสูงเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่นั้นยังตอบไม่ได้แต่ผู้ที่มีอำนาจอนุมัติเรื่องนี้มีการเปลี่ยนตลอด ดังนั้นคงต้องรอการตรวจสอบจากทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ด้วย อย่างไรก็ตามตนได้ประสานทางโทรศัพท์กับผู้กระทำผิดให้เข้ามาให้ปากคำกับคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงฯ ภายในวันที่ 23 มี.ค.นี้ เพื่อที่จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายแต่ตัวผู้กระทำผิดเองก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้ โดยให้เหตุผลว่ามีปัญหาเรื่องสุขภาพ.
บรรยายใต้ภาพ
โกงอีก...พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) นำเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. และ สตง. ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณประเภทเงินอุดหนุนที่ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง จ.เชียงใหม่ วงเงินเกือบ 68 ล้านบาท พบ 15 อำเภอมีพิรุธและ อ.แม่แตง อ.แม่ริม อ.เชียงดาว ชาวเขาไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว--จบ--
--เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 24 มี.ค. 2561 (กรอบบ่าย)--

ความคิดเห็น