วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ.2563

รายงาน: 'ยักษ์ปิโตรเคมี' กว้านที่ดิน1.7หมื่นไร่ ร่วมปั้นภาคใต้สู่'ศูนย์กลางพลังงานโลก'

 26 ก.พ. 2563 06:44 น.    หมวดหมู่ เศรษฐกิจ และการสร้างรายได้

ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - ชัดแล้ว! "2 ยักษ์ปิโตรเคมี" กว้านที่ดิน 1.7 หมื่นไร่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จชต. แถม ครม.เทงบฯหนุนเกือบ 2 แสนล้านร่วมปั้นภาคใต้สู่ "ศูนย์กลางพลังงานโลก"
มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่ครั้งที่ 1/2563 ที่ จ.นราธิวาส เมื่อ 21 ม.ค.2563 นอกจากจะฉายให้เห็นการเอื้อ "2 ยักษ์อุตฯ ปิโตรเคมี" ร่วมขับเคลื่อนแผน "จะนะเมืองอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต" ในฐานะ "เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ" ที่ชายแดนใต้แล้ว ยังหว่าน งบฯ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้อีกเกือบ 2 แสนล้าน พร้อมเปิดทางเร่งรัดให้เกิดการลงทุนในอัตราเร่งถือเป็นภาพกระจ่างชัดยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ที่จะนำไปสู่การปั้น "ศูนย์ กลางพลังงานโลก"
เปิดแผนและผังให้ลงทุนภาคเอกชน
เป็นไปตามกำหนดที่ต้องเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาภาค ใต้ โดยเฉพาะต้องรีบดันเมกะโปรเจกต์มากมายให้เดินหน้า เพื่อติดสปริงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ อันจะทำให้รัฐบาลบิ๊กตู่ 2 ใต้เสื้อคลุมประชาธิปไตยเลือกตั้งดูดีขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จึงต้องหอบหิ้ว ครม.ไปประชุมไกลถึงแผ่นดินปลายด้ามขวาน เพื่อติดเทอร์โบ "เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจภาคใต้ชายแดน" หลังเมื่อ 20-21 ส.ค.2562 ยกทัพไปที่ จ.ชุมพร ติดเทอร์โบ "ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ตอนบน" มาแล้ว
ครม.นอกสถานที่ครั้งแรกของปีนี้จึงได้มีมติรับทราบและเห็นชอบผลประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) ครั้งที่ 1/2562 ตามที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะประธาน กพต.เสนอเรื่องการประกาศให้ อ.จะนะ จ.สงขลา ในฐานะเมืองต้นแบบที่ 4 "เมืองอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต" เป็น "เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ"
พร้อมกับเห็นชอบในหลักการให้เป็น "แผนเร่งด่วนการลงทุน" เพื่อให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการตาม อำนาจหน้าที่และกฎหมายต่อไป โดยเฉพาะการจะดันให้พื้นที่ตั้งแต่ริมทะเลลึกเข้าไปบนบกใน 3 ตำบลคือ ต.นาทับ ต.ตลิ่งชัน และ ต.สะกอม เป็น "นิคมอุตสาหกรรมใหญ่" ของ "เอกชน" รวมพื้นที่ 16,753 ไร่
โดยจะให้ภาคเอกชนลงทุนสร้างท่าเรือและอู่ต่อเรือ 3 ท่า และพื้นที่ทำอุตสาหกรรมและกิจกรรม 6 ประเภท ได้แก่ 1) อุตสาหกรรมหนัก 4,000 ไร่ 2) อุตสาหกรรมเกษตร และอุตสาหกรรมเบา 4,253 ไร่ 3) อุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า 4,000 ไร่ จำนวน 4 โรง กำลังผลิตรวม 3,700 เมกะวัตต์ 4) อุตสาหกรรมต่อเนื่องกับกิจกรรมหลังท่าเรือ 2,000 ไร่ 5) อุตสาหกรรมศูนย์รวมและกระจายสินค้า 2,000 ไร่ และ 6) ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จและแหล่งที่พักอาศัย 500 ไร่
นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้ ศูนย์อำนวยการบริหาร จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)ในฐานะต้นเรื่องให้เป็นเจ้าภาพขับเคลื่อนและผลักดันให้บรรลุเป้าหมายโดยเร็วพร้อม ได้อนุมัติงบประมาณลงทุนภาครัฐหนุนสูงถึง 18,680 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมกับเงินลงทุนภาคเอกชนอีกกว่า 6 แสนล้านบาท โดยเชื่อว่าจะมีการจ้างงานไม่ต่ำกว่า 1 แสนอัตรา (ดูแผนผังการลงทุนภาคเอกชนที่เสนอให้ ครม.พิจารณา)
งบฯกว่า 1.8 หมื่นล้านใช้แก้ปัญหาเร่งด่วน 4 ด้าน
ที่มาของมติ ครม.เรื่องนี้เป็นผลจาก ศอ.บต.นาเสนอผลการประชุม กพต.ครั้งที่ 1/2562 เมื่อ 31 ต.ค.2562 ให้ ครม.รับทราบไปก่อนหน้าโดยให้เหตุผลว่า เนื่อง จากทั้ง 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนล่างคือ สงขลา ปัตตานี ยะลาและนราธิวาส ยังไม่มีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่จะรองรับแรงงานจำนวนมาก ขณะที่มีความพร้อมด้านกายภาพที่เป็นพื้นที่ชายฝั่ง จึงเหมาะสมที่จะสร้างท่าเรือน้ำลึกเพื่อให้นิคมอุตสาหกรรมใช้นำเข้าและส่งออกสินค้า
สาระสำคัญของแผนเร่งด่วนการลงทุนครอบคลุม 4 แผนงาน ได้แก่ 1.ด้านผังเมืองเนื่องจากพื้นที่ 3 ตำบลดังกล่าวถูกกำหนดให้เป็น "สีเขียว" และ "สีเขียวคาดขาว" ไม่สามารถตั้งโรงงานบางประเภทได้ ให้ ศอ.บต.มีอำนาจ "ปรับปรุง" และ "ยกเว้นกฎหมายผังเมือง" ให้เสร็จภายใน 12 เดือน เพื่อทำให้เกิดการลงทุนได้ทันที 2.ด้านโครงข่ายการขนส่งสินค้าทางน้ำ เนื่องจากแผนสร้าง "ท่าเรือน้ำลึกสงขลา 2" ของภาครัฐติดข้อจำกัดด้านงานมวลชนและสิ่งแวดล้อมให้ ศอ.บต.ไปเชิญชวนภาคเอกชนที่สนใจและมีความพร้อมมาลงทุนแทน
3.ด้านโครงข่ายการขนส่งสินค้าทางบกทั้งถนนและระบบรางส่วนใหญ่สร้างมาเพื่อรองรับกิจกรรมของคนในพื้นที่ ทำให้จะไม่สามารถรองรับแรงงานและการขนส่งสินค้า ในอนาคตได้ ให้ ศอ.บต.ร่วมกับ อบจ.สงขลา สนง.จังหวัดสงขลา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดทำแผนแม่บทด้านการขนส่งและจราจรใหม่ แล้วตั้งงบประมาณเพื่อแก้ปัญหานี้ และ 4.ด้านพลังงาน การสร้างโรงไฟฟ้ามั่นคงภาคใต้ ได้แก่ โรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ขนาดกำลังผลิต 930 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าที่จะสร้างใหม่ขนาดกำลังผลิต 1,700 เมกะวัตต์ ให้ ศอ.บต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปกำหนดพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้าและคงต้องรวมเอาโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลของรัฐบาลกว่า 100 แห่งที่จะให้ปักหมุดในชายแดนใต้ไว้ด้วย
ดังนั้น งบฯ 18,680 ล้านบาทที่ ครม.อนุมัติให้นาไปใช้เป็น "แผนงานเร่งด่วน" แน่นอนต้องเพื่อแก้ปัญหาทั้ง 4 ด้านดังกล่าว โดยผ่านกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการ
สอดรับแผนลงทุน 2 ยักษ์อุตฯปิโตรเคมี
จากมติ ครม.สัญจรที่ จ.นราธิวาส เมื่อย้อนไปดูแผนการลงทุนของ 2 กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยคือ "บมจ.อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย (ทีพีไอ)" กับ "บมจ.ไออาร์พีซี" ในเครือบมจ.ปตท.จะพบความสอดคล้องต้องกันอย่างแทบจะลงตัว ที่ผ่านมา 2 กลุ่มทุนนี้ก็ดูเหมือนจะเดินกอดคอกันเพื่อขอลงทุนใน อ.จะนะ มาอย่างต่อเนื่องนับแต่ปี 2540 ที่เคลื่อนไหวผุด"โรงแยกก๊าซและท่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซีย" เป็นต้นมา
ปี 2540 ที่ดินใน อ.จะนะ ถูกกลุ่มทุนพลังงานกว้านซื้อไปไว้ในมือราว 10,800 ไร่ แบ่งเป็นนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์อดีตผู้บริหารทีพีไอกว่า 7,000 ไร่ กับกลุ่ม บมจ.ปตท.โดย บมจ.ไออาร์พีซีกว่า 3,000 ไร่ ทั้ง 2 กลุ่มยังมีแผนร่วมกันจะพัฒนานิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่แห่งใหม่ขึ้นด้วยในเวลานั้น แต่แผนนี้กลับถูกเลื่อนมาเรื่อยๆ ขณะที่เวลานี้มีการลงทุนไปแล้วคือ โรงแยกก๊าซและท่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซีย ในนาม "บริษัท ทรานส์ ไทย-มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด"หรือ "ทีทีเอ็ม" ที่เป็นการร่วมทุนระหว่าง บมจ.ปตท.กับเปโตรนาส บริษัทน้ำมันแห่งชาติมาเลเซีย ก่อนตามด้วยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สร้างโรงไฟฟ้าจะนะ 2 โรง ขนาดกำลังผลิตโรงละ 800 เมกะวัตต์
ตามแผนลงทุนภาคเอกชนมี 4 โครงการ ได้แก่ 1) สร้างท่าเรือเพื่อการพาณิชย์และการท่องเที่ยว แบ่งเป็น 2 ระยะ วงเงินลงทุนกว่า 11,000 ล้านบาท มีเป้าหมายเป็นศ
ศูนย์กลางการขนส่งเชิงพาณิชย์และเป็น "เกตเวย์ที่ 3" ของ ไทย โดยรวมโมเดลท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือคลองเตยเข้าด้วยกัน 2) สร้างรางรถไฟเชื่อมโยงท่าเรือสงขลา 2 เพื่อรองรับการขนส่งสินค้า 3) พลังงานไฟฟ้าทางเลือก เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานลม 800-1,500 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าก๊าซ 1,500-2,000 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 300-500 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าชีวมวล 300-500 เมกะวัตต์ และ 4) นิคมอุตสาหกรรมจะนะ ประกอบด้วยอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น อุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพการแพทย์ครบวงจร,อุตสาหกรรมเกษตร เช่น โรงงานอาหารแปรรูปอาหารฮาลาล, อุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมผลิตกังหันลมและเครื่องกำเนิดผลิตหัวรถจักรและแคร่ขนตู้ผลิตแท่นเจาะน้ำมันผลิตรถไฟฟ้า (EV Car) โดยทั้งหมดจะจ้างงานไม่ต่ำกว่า 1 แสนอัตราเช่นกัน
ที่ผ่านมาทาง ศอ.บต.ได้เคยนำแผนลงทุนภาคเอกชนนี้ชงเข้า ครม.และนำไปเผยแพร่ให้ส่วนราชการและประชาชนในพื้นที่แล้ว โดยมีรูปแบบการนำเสนอน่าสนใจทั้งในส่วนของเอกสาร ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว
จาก "เกตเวย์ที่ 3" ถึง "Belt& Road" ของจีน
นายประชัยที่มีแผนจะฟื้นทีพีไอให้กลับมารุ่งโรจน์อีกครั้งเปิดเผยว่า มีกลุ่มทุนจีนด้านอุตสาหกรรมระบบขนส่งทางรางสนใจมาลงทุนที่ อ.จะนะด้วยมูลค่ากว่า 4 แสนล้านบาท โดยจะผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ระบบรางรถไฟและหัวรถจักรเพื่อหวังใช้ไทยเป็นฐานป้อนเข้าให้กับ "โครง การแถบและเส้นทาง (Belt & Road)"ที่จีนกำลังสร้างรถไฟความเร็วสูงผ่านประทศต่างๆ เชื่อมมาถึงไทยแล้วต่อเข้าไปยังมาเลเซีย
ด้านผู้บริหารไออาร์พีซีก็ได้เจรจากับกลุ่มทุนจากเกาหลีใต้ให้มาลงทุนโครงการอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด หรือพลังงานทางเลือก (Energy Complex) มูลค่าราว 2.9 แสนล้านบาท อันเป็นไปตามที่ภาครัฐได้กำหนดให้ชายแดนใต้เป็นพื้นที่ "แบตเตอรี่โซน" หรือเป็น "เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์" โดยให้มีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเกษตรด้วย ซึ่งเวลานี้ ศอ.บต.ได้เดินหน้าส่งเสริมให้ปลูกต้นไผ่กระจายทั่วพื้นที่เพื่อป้อนให้กับโรงไฟฟ้าชีวมวลแล้ว
ขณะที่ ดร.ชนธัญ แสงพุ่ม ผู้เพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งจากผู้ช่วยฯ ขึ้นเป็นรองเลขาธิการ ศอ.บต. ด้านการพัฒนาใหม่ถอดด้ามให้ข้อมูลว่า ภาครัฐกับเอกชนร่วมหารือกันมาตลอด เวลานี้ได้ข้อสรุปแล้วให้ภาคเอกชนนำร่องลงทุนในเขตจะนะเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต และหากโมเดลนี้สำเร็จจะนำไปขยายยังเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่นๆ ในชายแดนใต้ที่มีอยู่ 14 แห่ง อาทิ ที่ อ.สะเดา อ.เทพา จ.สงขลา, อ.หนองจิก จ.ปัตตานี, อ.เบตง จ.ยะลา และ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เป็นต้น
อย่างไรก็ตามเวลานี้ภาคเอกชนยื่นเรื่องขอจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมไปยังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แล้วรวมมูลค่าลงทุนราว 6 แสนล้านบาท เป็นโครงการ 5 ปี (2561-2565) และที่สำคัญการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจชายแดนใต้จะ "ได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่า" การลงทุนที่"ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(Eastern Economic Corridor: EEC)"หรือเป็นลักษณะ"BOI Plus +เงินกู้ดอกเบี้ยต่าจากกระทรวงการคลัง"ไม่เพียงเท่านั้นภาคเอกชนเองยังได้ทำการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) และทำการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ (EHIA) ไปแล้วด้วย
สู่ยุทธศาสตร์ "ศูนย์กลางพลังงานโลก"
ถ้ามองระดับ "ยุทธศาสตร์" ที่มุ่งเน้นพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สำหรับชายแดนใต้เคยให้ความสำคัญอยู่ที่ "โครงการสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" โดยตั้งเมืองต้นแบบ ขึ้นใน 3 จังหวัดคือ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เป็น "เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร" อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เป็น "เมืองต้นแบบศูนย์กลางการค้าชายแดนระหว่างประเทศ" และ อ.เบตง จ.ยะลา เป็น "เมืองต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน"
แต่จู่ๆ เมื่อ 7 พ.ค.2562 ครม.ได้มีมติให้เพิ่มเมืองต้นแบบที่ 4 คือให้ อ.จะนะ จ.สงขลา เป็น "เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต"จึงต้องเรียกเสียใหม่ว่าเป็น "โครงการสี่เหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" แม้คำว่าสามเหลี่ยมจะติดปากไปแล้ว อีกทั้งมติ ครม.เมื่อ 21 ม.ค.2563 ได้ประกาศยกความสำคัญขึ้นเป็น "เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ" และยังให้เป็น "แผนเร่งด่วนการลงทุน" พร้อมทุ่มงบให้กว่า 1.8 หมื่นบ้านบาทเนื่องเพราะต้องการอาศัยความเป็น "แผ่นดินพิเศษ" ขับเคลื่อนให้ลุล่วงโดยเร็ว
ความจริงแล้วยุทธศาสตร์การพัฒนานี้ไม่ใช่ของใหม่อะไรเลย ล้วนเป็นความต่อเนื่องอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ก่อนที่จะถูกผลักดันสู่อ้อมอก ศอ.บต.บน "แผ่นดินไฟใต้" เพื่อให้มากมายความเป็นพิเศษนั้น หน่วยงานที่เคยกางปีกโอบไว้มาตลอดคือ "สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)" หรือที่เรียกกันว่า "สภาพัฒน์"
ทั้งท่าเรือน้ำลึก โครงข่ายถนนและราง ระบบท่อน้ำมัน และท่อก๊าซ โรงไฟฟ้าต่างๆ โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งต้นจาก "ปิโตรเคมี"ซึ่งจะเป็นวัตถุดิบป้อนต่อให้กับ "อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค"หรือโรงงานผลิตสินค้าตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบที่จะตามมาแบบกระจายเต็มภาคใต้ เหล่านี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของ "โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ (เซาเทิร์นซีบอร์ด : SSB)" ที่เคยเน้นทำ "แลนด์บริดจ์" เชื่อม 2 ฝั่งทะเลอ่าวไทย-อันดามัน อันสภาพัฒน์ เคยวาดแผนไว้ให้เป็นความต่อเนื่องมาจาก "โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก (อีสเทิร์นซีบอร์ด : ESB)"ที่เข้าใจกันมาตลอดว่าคือ "แบตเตอรี่ประเทศไทย"
สำหรับ "แลนด์บริดจ์สงขลา-สตูล" ที่ไทยเคยเชิญชวนทั่วโลกให้มาร่วมลงทุน เวลานี้จีนมียุทธศาสตร์Belt & Road เพื่อทะลุทะลวงโลกจีนจึงออกตัวแรงให้ไทยเปลี่ยนใจไป "ขุดคลองไทย"แทน แม้หน้าฉากยึดเอาตามเส้นทาง 9A ที่ฝั่งอ่าวไทยเริ่มจาก อ.ระโนด จ.สงขลา พาดข้ามคาบสมุทรไปทะลุฝั่งอันดามันที่ อ.สิเกา จ.ตรัง แต่เชื่อ ไหมว่าถ้าดันได้จริงๆ จีนอยากให้ขุดคลองไทย "เส้นทาง 11A" หรือสายใหม่ที่เคยให้นักวิชาการไทย-จีนซุ่มศึกษาไว้แล้วว่าดีที่สุด ซึ่งนั่นก็คือตามแนวเส้นทางที่เลื่อนลงใต้มาอีกหน่อยแบบที่แทบจะทับกับแนวแลนด์บริดจ์สงขลา-สตูล
วันนี้ ESB ถูกแปลร่างเป็นEECไปเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ครม.สัญจรที่ จ.ชุมพร เมื่อ 21 ส.ค.2562 ก็ได้เนรมิต "ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC)" ระยะแรกครอบคลุม 4 จังหวัดคือ ระนอง ชุมพร สุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราชระยะต่อไปมีแนวโน้มต่อเชื่อมด้านบนเป็นผืนเดียวกันกับ EEC ส่วนด้านล่างน่าจะเชื่อมได้ถึง "เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ" ที่ชายแดนใต้ ซึ่งก็ถูกแปลงร่างมาจาก SSB ในลักษณะเดียวกัน
เมื่อถึงเวลานี้อนาคตของแผ่นดินด้ามขวานที่เป็น "เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์" หรือเป็น "แบตเตอรี่โซน" ซึ่งเป็น ความต่อเนื่องมาจาก "แบตเตอรี่ไทย" ก็จะถูกทำให้เป็น "ศูนย์ กลางพลังงาน(ข้าม)โลก" เพราะถูกจุดพลุด้วย "อุตสาหกรรม ปิโตรเคมี" ที่วัตถุดิบส่งต่อมาจากโรงกลั่นน้ำมันหรือโรงแยกก๊าซ โดยวัตถุดิบต้นน้ำส่วนใหญ่นำเข้ามาจากตะวันออก กลางผสมผสานกับที่ขุดได้จากอ่าวไทย อันเป็นทิศทางพัฒนาที่มี "ช่องแคบมะละกา" เป็นต้นแบบ และหากว่าวันหนึ่งรัฐบาลยินยอมให้ "ขุดคลองไทย" ได้จริงคาบสมุทรมลายูของไทยที่เป็น "เกตเวย์ที่ 3" ก็จะถูกยกให้กลายเป็น "ศูนย์กลางการขนส่งข้ามโลก" ควบคู่ไปด้วยนั่นเอง.
บรรยายใต้ภาพ
แผนผังการลงทุนภาคเอกชนที่เสนอให้ ครม.พิจารณา สีส้มบนสุดคือพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ส่วน 3 เส้นตรงที่ยื่นออกจากชายฝั่งลงทะเลคือแนวสร้างท่าเรือและอู่เรือ
การประชุม ครม.สัญจร ณ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จ.นราธิวาส
ดร.สมพร ช่วยอารีย์ นักวิชาการจาก มอ.ปัตตานี นำแผนผังไปทาบลงบนแผนที่กูเกิ้ล

ที่มา: นสพ.ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 26 ก.พ. 2563
News Code: power ene eco ind pol g:manager g:agency g:paper p:asmd v:paperl

ความคิดเห็น